Breaking News
Home > Health > Cannabis and Cancer

Cannabis and Cancer

ในปัจจุบันมีการอ้างอิงถึงการใช้กัญชาในการรักษามะเร็งอย่างแพร่หลาย แต่หากเรามองลงไปให้ลึกถึงหลักฐานทางวิชาการที่กลุ่มผู้สนับสนุนกัญชามาใช้อ้างอิง เราจะพบความไม่น่าเชื่อถือดังนี้

  1. การทดลองยังอยู่ในขั้นทดลองกับเซล์หรือสัตว์ไม่ใช่ในคน มีผลรายงานในคนเพียงหนึ่งการวิจัยเท่านั้น และเป็นการวิจัยในคน 9 คนเท่านั้น เป็นการทดลองให้สารสกัดจากกัญชาแก่คนไข้มะเร็งสมอง แต่สุดท้ายคนไข้ 9 คนนี้ก็เสียชีวิต ระยะเวลาเฉลี่ยที่เสียชีวิตคือหลังได้รับสารสกัดกัญชา 24 สัปดาห์
  2. รายงานวิจัย ไม่มีรายงานการทดลองสนับสนุนผลการทดลองในเวลาต่อมา ตรงนี้สำคัญมากเพราะหากไม่มีใครในโลกสามารถทำการทดลองซ้ำได้ เราจะเชื่อถือผลการทดลองนั้นได้อย่างไร
  3. การรายงานผลบอกแต่ด้านดีของกัญชาแต่ไม่รายงานถึงงานวิจัยอื่นที่แสดงผลด้านลบของกัญชาเช่น ก่อให้เกิดการอักเสบในทางเดินหายใจ ทำให้การทำงานของเซล์เยื่อบุทางเดินหายใจทำงานได้แย่ลง พบอาการไอและมีเสมหะเรื้อรัง สารเคมีที่ได้จากการสูบกัญชาเป็นกลุ่มเดียวกับบุหรี่ที่ก่อให้เกิดมะเร็งปอด นอกจากนี้ยังส่งผลเสียต่อกระบวนการคิดวิเคราะห์การตัดสินใจของสมอง จนเป็นสาเหตุสำคัญสาเหตุหนึ่งในการเกิดรถชน

สรุปคือมีการทดลองใช้สารสกัดจากกัญชาในการทดลองต้านมะเร็งจริง แต่ยังอยู่ในขั้นของเซลล์และสัตว์ทดลองเท่านั้น ยังไม่มีการทดลองว่าได้ผลเช่นไรในคน การทดลองที่ได้ผลดีในเซล์และสัตว์ไม่ได้หมายความว่าจะได้ผลดีเหมือนในคน และการเสพกัญชาปัจจุบันส่วนมากเป็นการสูบซึ่งไม่ได้รับแต่สารสกัดที่กล่าวอ้างแต่ยังรวมไปถึงการได้สารก่อมะเร็งคล้ายการสูบบุหรี่อีกด้วย

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Joshi M, Joshi A Fau – Bartter T, Bartter T. Marijuana and lung diseases. 2014.
  2. Guzman M, Duarte Mj Fau – Blazquez C, Blazquez C Fau – Ravina J, et al. A pilot clinical study of Delta9-tetrahydrocannabinol in patients with recurrent glioblastoma multiforme. 2006.
  3. Callaghan RC, Allebeck P Fau – Sidorchuk A, Sidorchuk A. Marijuana use and risk of lung cancer: a 40-year cohort study. 2013.
  4. van der Stelt M, Veldhuis WB, Bär PR, Veldink GA, Vliegenthart JFG, Nicolay K. Neuroprotection by Δ9-Tetrahydrocannabinol, the Main Active Compound in Marijuana, against Ouabain-Induced In Vivo Excitotoxicity. The Journal of Neuroscience 2001;21:6475-9.
  5. Massi P, Vaccani A, Ceruti S, Colombo A, Abbracchio MP, Parolaro D. Antitumor Effects of Cannabidiol, a Nonpsychoactive Cannabinoid, on Human Glioma Cell Lines. Journal of Pharmacology and Experimental Therapeutics 2004;308:838-45.
  6. Torres S, Lorente M, Rodríguez-Fornés F, et al. A Combined Preclinical Therapy of Cannabinoids and Temozolomide against Glioma. Molecular Cancer Therapeutics 2011;10:90-103.
  7. McAllister SD, Murase R Fau – Christian RT, Christian Rt Fau – Lau D, et al. Pathways mediating the effects of cannabidiol on the reduction of breast cancer cell proliferation, invasion, and metastasis. 2011.
  8. Ligresti A, Schiano Moriello A, Starowicz K, et al. Anti-tumor activity of plant cannabinoids with emphasis on the effect of cannabidiol on human breast carcinoma. Journal of Pharmacology and Experimental Therapeutics 2006.
  9. Caffarel M, Andradas C, Mira E, et al. Cannabinoids reduce ErbB2-driven breast cancer progression through Akt inhibition. Molecular Cancer 2010;9:196.
  10. De Petrocellis L, Melck D, Palmisano A, et al. The endogenous cannabinoid anandamide inhibits human breast cancer cell proliferation. Proceedings of the National Academy of Sciences 1998;95:8375-80.
  11. Ramer R, Bublitz K, Freimuth N, et al. Cannabidiol inhibits lung cancer cell invasion and metastasis via intercellular adhesion molecule-1. The FASEB Journal 2012;26:1535-48.
  12. Preet A, Qamri Z, Nasser MW, et al. Cannabinoid Receptors, CB1 and CB2, as Novel Targets for Inhibition of Non–Small Cell Lung Cancer Growth and Metastasis. Cancer Prevention Research 2011;4:65-75.
  13. Mimeault M, Pommery N, Wattez N, Bailly C, Hénichart J-P. Anti-proliferative and apoptotic effects of anandamide in human prostatic cancer cell lines: Implication of epidermal growth factor receptor down-regulation and ceramide production. The Prostate 2003;56:1-12.

About Sai

PhD Candidate, Faculty of Dentistry, University of British Columbia and BC Cancer Research Center. Lecturer, Faculty of Dentistry, Thammasat University บทความและรูปภาพบน www.vancouverthai.com อยู่ภายใต้การคุ้มครองจากพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2558 ไม่อนุญาตให้นำไปใช้หรือดัดแปลงโดยไม่ได้รับอนุญาต กรุณาติดต่อ [email protected]

Check Also

ข้อคิดจาก Future Anti-Cancer Targets: Put the Cart Before the Horses

ได้มีโอกาสฟังเลคเชอร์จาก Professor Tak Wah Mak เรื่อง Future Anti-Cancer Targets:  Put the Cart Before the Horses ได้ทั้งความรู้และข้อคิดอยากจะบันทึกไว้ตามนี้ …

  • Scientist

    ขออนุญาติแก้ไขข้อมูลนิดนึงนะ ข้อ 1 ก็คงหมายถึงเอกสารอ้างอิงที่ 2 อันเดียวซินะ จริง ๆ เค้าไม่ได้ให้สารสกัดกัญชาเป็นเวลา 24 สัปดาห์นะ เค้าให้ต่างระยะเวลากัน ลองดู Table 1 นะ แต่ตัวเลข 24 สัปดาห์ เป็นค่าเฉลี่ยการมีชีวิตรอดต่างหาก และจริง ๆ มีคนไข้ 2 ใน 9 คนนี้อยู่ได้อีกตั้งปีนะ

    และ ข้อ 2 ก็งง ๆ นะว่าอ่านจากเอกสารอ้างอิงอันไหนใน 12 อันที่เหลือ

    ข้อ 3 เด็กอนุบาลก็รู้นะว่ากัญชาเป็นสิ่งไม่ดี แต่ก็มีงานวิจัยที่เค้าทำเพื่อเป็นการศึกษากลไก ผลกระทบของกัญชาต่อสมองหรือร่างกายเหมือนกัน

  • vancouverthai

    ขอบคุณพี่ Scientist ที่มาร่วมแสดงความเห็นค่ะ

    ข้อ 1. เขียนว่า “ระยะเวลาเฉลี่ยที่เสียชีวิตคือหลังได้รับสารสกัดกัญชา 24 สัปดาห์” คุณจะคิดว่า 24 สัปดาห์คือค่าเฉลี่ยของการมีชีวิตรอดก็ได้ แต่หลังจากนั้น 6 คนก็เสียชีวิต (อ้างอิงจาก Table 1 ที่มีค่า “Time from second surgery to death” น้อยกว่าหรือเท่ากับ 24)

    นอกจากนี้หากจะอ้างว่าคนที่รอดถึงหนึ่งปีมี 2 คนนั้น มันอาจเป็นผลที่เกิดขึ้นโดยความบังเอิญ เพราะจำนวนคนไข้นั้นเป็นกลุ่มเล็กมาก (9 คน) ไม่สามารถใช้เป็นตัวแทนผู้ป่วยโรคมะเร็งได้อย่างคลอบคลุมทุกคน อีกทั้งการเลือกคนไข้เข้ามาในการวิจัยก็ไม่ได้แสดงว่ากลุ่มนี้เป็นตัวแทนของคนไข้มะเร็งชนิดนี้ได้อย่างไร

    ข้อ 2. สามารถอ่านได้จากเอกสารอ้างอิงข้อ 4 – 13 จะทราบว่าการทดลองไม่ได้ใช้วิธีเดียวกันในการทำ ทำให้ไม่มีการทำการทดลองซ้ำ เพื่อยืนยันผลการทดลองที่ได้

    ข้อ 3. บทความนี้ไม่ได้เขียนเพื่อสื่อว่ากัญชาดีหรือไม่ดี แต่อยากสื่อว่าการศึกษาวิจัยในปัจจุบัน (ปี ค.ศ. 2014) การใช้สารสกัดจากกัญชาในการรักษามะเร็งยังอยู่ในขั้นการทดลองในเซลล์หรือสัตว์ทดลองเท่านั้นค่ะ และสารที่ใช้ในการทดลองเป็นสารบริสุทธิ์ต่างจากสารต่างๆที่ได้จากการเสพกัญชาในปัจจุบัน

    ส่วนเรื่องการนำมาปรับใช้ในคนนั้น ถ้ามีการศึกษามายืนยันว่าทำแล้วได้ผลดีต่อคนไข้มะเร็งนั้นเป็นเรื่องของอนาคตที่เรายังคาดเดาไม่ได้ว่ามันจะออกมาเป็นเช่นไร ถ้าออกมาดีก็เป็นโชคดีของคนไข้และวงการที่จะได้ยาใหม่ แต่ถ้าผลออกมาไม่ดีคนไข้ทำให้โรคแย่ลงตรงนี้มันก็มีสิทธิเกิดขึ้นได้ บทความนี้เน้นว่ายังเร็วเกินไปที่เราจะสรุปถึงผลของสารสกัดจากกัญชาในการรักษามะเร็งว่าได้ผลหรือไม่ค่ะ

    บทความนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการศึกษาผลกระทบของกัญชาต่อสมองและร่างกาย มันเป็นคนละประเด็นกัน เราชี้แจงให้เห็นถึงประเด็นด้านมะเร็งและการทดลองใช้กัญชาที่ไม่น่าเชื่อถือ

  • Scientist

    ขอบคุณที่พยายามแก้ไขข้อมูล แต่ก็ยังสงสัยว่า

    “ระยะเวลาเฉลี่ยที่เสียชีวิตคือหลังได้รับสารสกัดกัญชา 24 สัปดาห์” และ “ค่าเฉลี่ยของการมีชีวิตรอดคือ 24 สัปดาห์” เป็นการตีความหมายที่เหมือนกันจริงหรือ

    อย่างไรก็ตาม งานวิจัยนี้เป็นการทดลองเบื้องต้นเท่านั้น ไม่ได้ใช้เป็นตัวแทนของคนไข้ที่เป็นมะเร็งทั้งหมด ใน Title มันก็บอกอยู่แล้วว่า “A pilot clinical study” ถูกอยู่ที่ผู้เข้าร่วมในการวิจัยมีพื้นหลังการรักษามาแล้วไม่เหมือนกันแต่เค้าไม่มีทางเลือกแล้วเพราะรักษาด้วยวิธีอื่น ๆ มาแล้วแต่ไม่ได้ผล ต้องขอบคุณ 9 คนไข้นี้ด้วยซ้ำไปที่สมัครใจเข้าร่วมการวิจัย คนที่เป็นมะเร็งแล้วไม่มีทางรักษาแล้ว แค่มีชีวิตอยู่ได้เพิ่มอีกวันเดียวเค้าก็ดีใจแล้ว และถ้าอยู่ต่อได้อีกเป็นอาทิตย์หรือสองอาทิตย์ มันก็หมายถึงอะไรที่ใหญ่มากแล้ว

    ส่วนเรื่องการสูบหรือไม่สูบ (ซึ่งไม่ใช่ประเด็นหลักนะ) คนที่เค้าไม่มีทางเลือกอื่นแล้วและก็มีชีวิตได้อีกไม่นาน แค่มีเยื่อบุอะไรอักเสบนิดหน่อยมันคงไม่เป็นไรเนาะ

    ขอจบเรื่องเอกสารอ้างอิง เพราะถ้าจะอ้างอิงถึงสิ่งเหล่านั้น อยากให้มันเป็นในเชิงวิทยาศาสตร์มากกว่า ไม่ใช่พูดกันแบบไก่กากันแบบนี้ มันก็คงจะไม่เข้าใจอะไรกันแน่ ๆ

    แต่อยากจะพูดโดยทั่ว ๆ ไป ในฐานะที่เป็นนักวิทยาศาสตร์/นักวิจัย

    ถูกต้องที่กว่าสารบริสุทธิ์พวกนี้จะได้รับการรับรองมาใช้เป็นยาได้คงอีกนาน เพราะผลการทดลองต้องมีอีกเยอะ แต่ก็ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ามันเป็นเพราะไม่มีกฎหมายรับรองอย่างแพร่หลายหรือไม่ จึงทำให้การทดลองเรื่องนี้เป็นไปได้อย่างไม่สะดวกนัก คนที่สังเคราะห์สารก็อาจจะสังเคราะห์ได้ไม่มากพอที่จะรับรองการวิจัย จะสกัดสารบริสุทธิ์เองก็ไม่ได้เพราะไม่มีแหล่งใบกัญชา แล้วใครจะอยากทำวิจัยเรื่องนี้ ถึงแม้ว่ามีความสนใจก็เถอะ

    ฉะนั้นกว่าเรื่องนี้จะได้รับการรับรองให้เป็นยาได้ ก็คงอีกนานไม่รู้เราจะอยู่ทันจนถึงตอนนั้นหรือเปล่า ณ ปัจจุบันนี้ยังไม่มีผลการทดลองมากพอ จนทำให้ได้รับการรับรองเข้าสู่ขั้น Clinical Trial

    เราในฐานะผู้มีความรู้ มีการศึกษา และโอกาส ก็คือ

    1) ถ้าเป็นทำวิจัยเรื่องนี้เพิ่มเติมเพื่อให้ได้ผลมากพอที่จะนำเรื่องนี้เข้าสู่ขั้นการถูกรับรองได้ เรื่องนี้ไม่ง่ายแน่ ๆ ยากมาก ๆ เลยแหละ เพราะคงต้องใช้ความร่วมมือกับหลาย ๆ นักวิจัยทั่วโลก เพื่อจะทำการทดลองและวิจัยเรื่องนี้

    แต่ว่าทำไมมันน่าสนใจ ข้อสังเกตง่าย ๆ ก็คือ จริง ๆ เรื่องกัญชารักษาโรคมันมีมานานมากแล้ว ถ้าเรื่องมันไม่มีอะไรจริง ๆ คนคงหยุดศึกษาไปนานแล้ว ถ้าเรื่องนี้มันยังเป็นประเด็นอยู่ มันก็สื่อให้เห็นว่ามันเป็นไปได้

    2) ในเมื่อเราเห็นว่ามันคงอีกนาน กว่าจะเป็นยาให้เราได้ใช้ เราก็ควรจะฉลาดที่จะหาทางอื่น ๆ ที่เราพอจะทำได้ในขณะที่เรายังมีชีวิตและพละกำลังอยู่ อย่างนึงที่เราทะได้ก็คือ ใช้เป็น ยาทางเลือก ซิ เพราะกระบวนการรับรองไม่มากเท่ากับการรับรอง ยา หรือ drugs. สำหรับคนที่อยากจะทำธุรกิจยา ถ้าฉลาด มันก็คงต้องคิดแค่ขั้นนี้แหละ เพราะไปคิดขั้นจะขายระดับยา ไม่แน่ใจว่าจะอยู่ถึงมั๊ย

    ความคิดเห็นทั่ว ๆ ไป ไม่เกี่ยวกับประเด็นกัญชา

    1) คนเราจะทำอะไร ต้องรู้ว่าเราชอบอะไรก่อน จากนั้นเราก็ต้องเชื่อในสิ่งนั้นและวางเป้าหมายกับให้ชัดเจน แล้วก็ทำตามเป้าหมายนั้น แต่ถ้าสิ่งที่เราทำนั้นเป็นการทำร้ายผู้อื่น หรือ ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน ทั้งกายและใจ ก็ไม่ใช่สิ่งที่ดีนัก

    2) ก่อนจะมีการขัดแย้งหรือเถียงอะไรกับใคร ควรจะเข้าใจสิ่งทีี่เค้าคิดอยู่หรือต้องการนำเสนอก่อนนะ ไม่เช่นนั้นการขัดแย้งนั้นจะไม่มีผลอะไร และถ้าการขัดแย้งนั้นไม่ได้ก่อให้เกิดผลดีอะไรก็อย่าทำเลย มันเสียเวลา ไปทำในสิ่งที่ตัวเองรักและที่จะทำจริงๆ ดีกว่า เช่น ทำอาหาร วาดรูป ชิมไวน์ หรือแม้แต่การตะเวนชิมอาหารตามร้านต่าง ๆ